ฐานราก… การเงิน

Contact Us

หลายท่านมีความฝัน มีเป้าหมายการเงิน แต่ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไรดี จะลงทุนเลยดีไหม ลงทุนในสินทรัพย์อะไรดี บทความนี้มีคำตอบครับ

“ปิระมิดทางการเงิน” คือหลักการวางแผนการเงินที่เป็นหลักการสากล บอกไว้ว่า อย่างแรกที่เราต้องทำคือวางฐานรากหรือตอกเสาเข็มให้กับการเงินของเราก่อน 

เปรียบเทียบให้เห็นภาพเหมือนรากของต้นไม้ใหญ่ ลมแรงแค่ไหนถ้ารากแข็งแรงต้นไม้ก็ไม่โค่น หรือถ้าโค่นรากที่สมบูรณ์แข็งแรง ก็ทำให้ต้นไม้กลับมาเติบโตได้เหมือนเดิม รากมีหน้าที่พยุงต้นไม้ ดูดซึมสารอาหารไปหล่อเลี้ยงลำต้นและแตกกิ่งก้านใบออกดอกออกผล ต้นไม้จะเติบโตเริ่มจากรากที่แข็งแรง

แล้วในการเงิน รากของต้นไม้นั้นคืออะไรล่ะ

ฐานรากการเงิน คือ ความจำเป็นขั้นพื้นฐาน นั่นก็คือสภาพคล่องทางการเงินและการจัดการความเสี่ยง 

    1. สภาพคล่อง หมายถึงอะไร สภาพคล่องหมายถึงเงินสด หรือสินทรัพย์อะไรก็ได้ที่สามารถแปลงเป็นเงินสดได้ทันทีที่เราจำเป็นต้องใช้เงิน

อย่างเช่น เงินฝากธนาคารไม่ว่าจะเป็นออมทรัพย์ ฝากประจำ สลากออมสิน หรือกองทุนตลาดเงิน ฯลฯ ที่สำคัญคือต้องไม่มีความผันผวน หรือไม่มีความเสี่ยง ถอนคืนหรือขายออกจะต้องไม่คำนึงถึงว่าจะขาดทุนไหม นั่นเอง

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ ช่วงโควิด-19 การปิดประเทศ การระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์ต่างๆ ทำให้คนเดินทางน้อยลง การท่องเที่ยวหยุดชะงัก หลายคนหลายอาชีพ ได้รับผลกระทบอย่างมาก แม้กระทั่งคนที่มีอาชีพที่มั่นคง รายได้สูง เช่น คนที่ทำงานสายการบิน ไม่ว่าจะเป็นนักบิน หรือพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน พอบินไม่ได้หรือไม่ได้บิน กลายเป็นว่าเงินเดือนลดลงค่าบินไม่มี รายได้หายไปมาก แต่รายจ่ายยังคงที่ ไม่ว่าจะเป็น ผ่อนบ้าน ผ่อนรถฯลฯ เพราะฉะนั้นถ้าไม่ได้มีเงินเก็บ หรือเงินสภาพคล่องที่สำรองไว้ อาจจะลำบากแน่นอน

แล้วเงินที่ลงทุนไว้ เช่น ลงทุนในหุ้น หรือลงทุนในกองทุนหุ้นไว้ ทำไมไม่ถือเป็นสภาพคล่อง เพราะถ้าขายออกมานั้นอยู่ในช่วงที่ตลาดหุ้นปรับฐาน หรือยังขาดทุนอยู่เงินลงทุนก็จะเสียหาย หรือถ้ามีกำไรแล้วขายออกมา ก็จะทำให้การลงทุนเพื่อเป้าหมายหรือความฝันต้องหยุดชะงักลง เสียโอกาสในการลงทุน

ซึ่งสภาพคล่องจะเตรียมไว้เท่าไหร่ดี อาจจะเตรียมประมาณ 3 – 6 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน แต่ในช่วงวิกฤติโควิดมันทำให้เราเห็นว่า การจะเตรียมสภาพคล่องไว้ประมาณ 1 ปี ไม่ใช่เรื่องผิด ขึ้นอยู่กับแต่ละอาชีพ ว่าเมื่อเกิดตกงานหรือถูกเลิกจ้าง จะหางานใหม่ได้เร็วแค่ไหน ถ้าเตรียมมากไป ก็อาจเสียโอกาสนำเงินไปลงทุนต่อยอด 

    1. การจัดการความเสี่ยง ความเสี่ยงมันคือรูรั่วทางการเงิน ขโมยเงินจากกระเป๋าของเรา ซึ่งมีเรื่องอะไรบ้าง อุบัติเหตุ โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ

โรคร้ายแรง มะเร็ง หัวใจ ทุพพลภาพ เสียชีวิตก่อนวัยอันควร ภาระหนี้สินต่างๆ ฯลฯ เหล่านี้ครับ แต่ความเสี่ยงเหล่านี้ในทางการเงิน เราสามารถโอนความเสี่ยงได้ ไม่ต้องรับไว้เองทั้งหมด คำแนะนำคือ ความเสี่ยงไหนมีโอกาสเกิดขึ้นไม่มาก แต่ความเสียหายด้านการเงินสูงให้โอนความเสี่ยงครับ แล้วเราโอนความเสี่ยงให้ใคร เราโอนความเสี่ยงไปให้บริษัทประกันครับ ผมสรุป 3 เหตุผลหลักๆ ที่คนซื้อประกัน ตามนี้ครับ

2.1 แก่ตัวไปมีเงินใช้” คนไม่ได้รวยจากประกันครับ แต่คนมีเงินเก็บและมีเงินใช้จากประกัน การออมด้วยประกัน เป็นการสร้างวินัยทางการเงินอย่างหนึ่งที่ดีมากทีเดียวครับ เงินยิ่งถอนยาก ยิ่งอยู่นาน เห็นด้วยไหมครับ

หลายท่านได้เงินคืนก้อนใหญ่จากการเก็บในรูปของประกันออมทรัพย์ หรือหลายท่านได้รับเงินบำนาญ แม้จะไม่ได้รับราชการแต่ได้เงินบำนาญตอนเกษียณจากประกัน หลายท่าน ในช่วงที่เกิดวิกฤติโควิด ทำงาน ทำธุรกิจไม่ได้ แต่ได้รับเงินก้อน ก้อนหนึ่งคืน ช่วยให้เขามีรายได้อีกทาง  

2.2 “จากไปคนรักไม่เดือดร้อน” ถ้าคนๆนึง ต้องเป็นเสาหลักของครอบครัว เป็นรากแก้วของต้นไม้ ถ้ารากแก้วต้นไม้ตายไปครอบครัวเดือดร้อนแน่นอน การทำประกันชีวิต ไม่ได้เป็นตัวการันตีว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะ เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องปกติ ที่ใครๆต้องเจออยู่แล้ว

ประกันชีวิตมันจึงเป็นการปกป้องรายได้ของครอบครัว ให้ยังอยู่แม้ในวันที่เสาหลักได้จากไป บ้านที่เคยอยู่จะไม่ต้องขาย ลูกจะได้เรียนโรงเรียนดีๆ เช่นเดิม แต่จะปกป้องได้นานแค่ไหน ขึ้นอยู่กับทุนประกันที่เหมาะสมนะครับ อย่างน้อยๆควรไม่ต่ำกว่า 5 ปี เพื่อคนข้างหลังจะยังสามารถปรับตัวและตั้งหลักได้

2.3 “เจ็บป่วยหนักๆมีเงินรักษา”  ถ้ามีเงินสดมากพอ ถ้าเลือกได้เราก็อยากได้รับการรักษาอย่างทันทีและการรักษาดีๆอยู่แล้ว ความเป็นจริงในปัจจุบัน ค่ารักษาพยาบาลแพงมาก และเพิ่มขึ้นทุกปี จากการวิจัยหลายสำนัก ค่ารักษาพยาบาลเฟ้อประมาณปีละ 6-9% บางคนมองว่าประกันสุขภาพเป็นเบี้ยทิ้งไม่อยากจ่าย อยากให้มองว่ามันเป็นการเฉลี่ยความเสี่ยง เอาก้อนเล็กๆมารวมกัน เหมือนเราเล่นแชร์ แล้วได้เงินก้อนใหญ่ 

ในวันที่เราจำเป็นต้องใช้มันจริงๆ ก็คือวันที่เจ็บไข้ได้ป่วยประกันจะมาช่วยอุดรูรั่วการเงินนี้ การซื้อประกันสุขภาพแน่นอนครับ ไม่ได้ช่วยให้รวยขึ้น แต่มันจะช่วยไม่ให้เราล้มละลายจากค่ารักษาพยาบาลที่แพงมากๆ เรียกเก็บมาเท่าไหร่ก็ต้องจ่ายเท่าน้ัน ต่อรองราคาไม่ได้ ซึ่งผมเคยเห็นภาพนั้นมาแล้ว ดังนั้นการซื้อประกัน อยากให้ดูให้ครบครับว่าจะช่วยอุดรูรั่วการเงินเรื่องอะไรบ้าง เพราะเราคงไม่ได้ซื้อประกัน กันบ่อยๆ 

นี่คือฐานรากการเงิน ก่อนที่เราจะวางแผนการออมหรือลงทุนเพื่อสร้างฝันให้เป็นจริงครับ

วรเศรษฐ์ สินโสภณพงศ์ AFPT™ – CEO